มารู้จัก สิว Type 2 กันเถอะ
วันที่ 24 ก.ย. 2556 | โดย RCSkinClinic Administrator
ทราบหรือไม่ว่า ในปัจจุบันปัญหาเรื่องสิวกลายเป็นปัญหาใหญ่ของใครหลายๆ คน ด้วยสภาวะแวดล้อมและปัจจัยต่างๆ ช่วยกระตุ้นการเกิดสิวได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังไม่ค่อยรู้จักแนวทางการรักษาอย่างถูกวิธี ทำให้การรักษากลายเป็นเรื่องรื้อรังและเป็นวงจรที่ไม่มีวันจบสิ้น ต้องสูญเงินค่ารักษามากมาย ทั้งที่สามารถป้องกันได้หากได้รับความรู้และแนวทางการยับยั้งอย่างถูกต้อง
 
นายแพทย์ ชวลิต ช่วงชัยชัชวาล แพทย์ผิวหนัง จากแพน ราชเทวี กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตเครื่องสำอางไทยรายเดียวที่ได้รับรางวัลติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปี  ได้เล่าให้ฟังว่า สิวสามารถเกิดกับคนได้ทุกเพศทุกวัย โดยเป็นการอักเสบของต่อมไขมันและขุมขน ซึ่งเกิดจากการหลั่งไขมันมากขึ้นของต่อมไขมัน ร่วมกับการอุดตันของท่อไขมัน ทำให้ท่อและต่อมไขมันบวมโตขึ้นเกิดเป็นหัวคอมีโดน ที่เป็นจุดเริ่มต้นของสิว และจะมีเชื้อแบคทีเรียที่กินโปรตีนและไขมันของผิวหนังเจริญมากขึ้นจนเกิดเป็นสิวอักเสบ แม้ว่าสิวสามารถเกิดกับคนทุกเพศวัย แต่ก็จะพบบ่อยในช่วงวัยรุ่น คือ วัยตั้งแต่ 14 - 25 ปี มากที่สุด
 
“โดยปกติคนทั่วไปจะรู้จักสิวอยู่เพียง 2 type คือ type1  (ไทป์ วัน) ที่เรียกว่าสิวอุดตัน และ type3 (ไทป์ ทรี) ที่เรียกว่า สิวอักเสบ หรือที่รู้จักกันดีว่าสิวหัวช้าง แต่จากผลการวิจัยล่าสุดทำให้ค้นพบว่าสิว ช่วงที่มีลักษณะอาการ คัน เจ็บ แดง แต่ยังไม่ถึงขั้นอักเสบ ซึ่งเรียกว่าสิวType2 หรือ  ที่เราเรียกกันอีกแบบหนึ่งว่า สิวปุ๊บปั๊บ ซึ่งมีระยะเวลาเพียง 2 วันก่อนการอักเสบ และในระยะนี้นี่เอง หากเราสามารถที่จะหาวิธียับยั้งได้อย่างถูกต้อง จะไม่ก่อให้เกิดการลุกลามไปยัง type3 ซึ่งเป็นไทป์ที่รุนแรงและมีผลเสียที่จะเกิดตามมาอีกมากมาย อาทิ รอยแผลเป็น รวมถึงค่าใช้จ่ายในการรักษา  ซึ่งหากมองแค่ต่อครั้งอาจจะไม่มากมายนัก แต่การรักษาให้หายขาดไม่สามารถทำได้เพียงครั้งเดียว ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายแบบเรื้อรังที่จะตามมา จากตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.)  พบว่าในปัจจุบันมีกลุ่มวัยรุ่นที่อายุระหว่าง 14-25 ปี กว่า 12 ล้านคน ซึ่ง 20% ในจำนวนนี้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาสิวด้วยแพทย์ต่อครั้งถึง 600 บาท หรืออย่างน้อย 3 ครั้งต่อเดือน และต้องใช้เวลาในการรักษานานถึง 3 เดือน  สรุปตัวเลขง่ายๆ คือต่อคนต้องใช้เงินต่อรอบการรักษากว่าครึ่งหมื่น เมื่อคูณกับตัวเลขประชากร 20% คือ 2.5 ล้านคน นั่นหมายถึงเงินจำนวนมหาศาลในการรักษาต่อครั้งสำหรับวัยรุ่นไทยที่มีตัวเลขสูงถึงกว่า 13,000 ล้านบาทเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มวัยรุ่นอีก 80% ที่สรรหาแนวทางการรักษาด้วยแนวทางอื่น ไม่ว่าจะเป็นการหาผลิตภัณฑ์รักษาสิวตามท้องตลาดทั่วไป ทั้งในรูปแบบครีมบำรุงหรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า เป็นผลให้มูลค่าตลาดดังกล่าวมีตัวเลขไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาทเช่นกัน”  รศ. ดร. นพ.พิชิต กล่าว
 
นพ.ชวลิต ยังกล่าวว่า จากการศึกษาเรื่องการแบ่งตัวชนิดของสิว ทำให้พบว่าในระยะ    type2 จะมีสารบางชนิดหลั่งออกมา ซึ่งสามารถรู้ได้จากการสื่อสารของเซลล์ (Cell Signaling) และเมื่อโยงแนวคิดนี้กับระบบของผิวหนังก็เช่นเดียวกัน กระบวนการในระดับเซลล์จะต้องมีการสื่อสารส่งสัญญาณต่อกันโดยจะออกมาในรูปแบบของรหัสคำสั่ง ถ้าเป็นรหัสคำสั่งที่ดี ก็จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อผิวหนัง หากเป็นรหัสคำสั่งที่ไม่ดีจะทำให้เกิดอาการต่างๆ ขึ้นมา จึงเป็นการตอบโจทย์แนวทางการรักษาแบบการปรับดุลยภาพของผิว ซึ่งเป็นแนวทางที่เราใช้มาโดยตลอด เพราะฉะนั้นเมื่อเรารู้จัก เราก็รู้ว่าจะบล็อคมันอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดการลุกลามไปยัง type3 ได้นั่นเอง
 
“วิธีปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมสิวก็คือ การรักษาความสะอาดและมีสุขลักษณะส่วนบุคคลที่ดี ทำความสะอาดผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอ ด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เหมาะสม ไม่ควรแกะหรือบีบสิว เพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบมากขึ้น นอกจากนั้นควรเลี่ยงสิ่งแวดล้อมที่อาจกระตุ้นสิว เช่น การตากแดดนานๆ โดนฝุ่นละอองหรืออยู่ในที่ร้อนนานๆสุดท้ายก็คือพยายามลดความเครียดทั้งทางร่างกาย และจิตใจซึ่งเป็นผลทำให้เกิดสิวได้ การรักษาสิว Type2 ดังกล่าวควรกระทำพร้อมกันไปอย่างสม่ำเสมอ ก็จะสามารถควบคุมสิวได้ ส่วนในกรณีที่จะกลายเป็นสิวอักเสบเป็นสิวมากขึ้น แต่หากไม่สามารถควบคุมเองได้ก็ไม่ควรรักษาเองหรือบีบเจาะ ควรมาพบแพทย์เพื่อการตรวจรักษาอย่างถูกต้อง ซึ่งอาจมียาทารักษาหรือมียารับประทานในกรณีที่จำเป็น ทั้งนี้จะทำให้เราควบคุมสิวได้ดีขึ้นและหลีกเลี่ยงการเกิดผลข้างเคียงของสิว เช่น การเกิดรอยดำ รอยแผลเป็น หรือหลุมแผลเป็นซึ่งอาจจะบั่นทอนบุคลิกภาพและอาจทำลายความมั่นใจในช่วงวัยรุ่นได้” นพ.ชวลิต กล่าวทิ้งท้าย
คัดลอกแล้ว
จาก 2 คน
VIEWS
8190
TAGS: